จริยธรรม - จริยธรรมในอาชีพคอมพิวเตอร์
จริยธรรมตามแนวพุทธศาสนา แบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ
    - ระดับตั้น (เบญจศีล-เบญจธรรม)
    - ระดับกลาง (กุศลกรรมบท ๑๐)
    - ระดับสูง (มรรค ๘)

๑. จริยธรรมชั้นต้น
    จริยธรรมชั้นต้น คือ เบญจศีล-เบญจธรรม  เบญจศีล แปลว่า ศีล ๕ ข้อ ส่วนเบญจธรรม แปลว่า ธรรม ๕ ประการ 
    หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กัลยาณธรรม หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องบำรุงจิตให้งดงาม
   
    เบญจศีล - เบญจธรรม เป็นธรรมที่ปฏิบัติควบคู่ไปกัน มีดังนี้
        เว้นจากการฆ่าสัตว์ - เมตตากรุณา (มีเมตตา กรุณา ต่อมนุษย์และสัตว์)
        เว้นจากการลักทรัพย์ - สัมมาอาชีวะ (ประกอบสัมมาชีพ)
        เว้นจากการประพฤติผิดในกาม - สำรวมในกาม (ยินดีในคู่ครองของตน)
        เว้นจากการพูดเท็จ - มีสัจจะ
        เว้นจากการดื่มสุราและของเมาทุกชนิด - มีสติสัมปชัญญะ     ๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์ – เมตตา
         ๒. เว้นจากการลักทรัพย์ – สัมมาอาชีวะ
         ๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม – ยินดีในสามีภรรยาของตนเอง
         ๔. เว้นจากการพูดเท็จ - มีสัจจะ
         ๕. เว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นเหตุให้ขาดสติ - มีสติสัมปชัญญะ
    
๑.๑ องค์ศีล ๕
    
    องค์ศีล เป็นตัวชี้วัดของการละเมิดศีลแต่ละข้อ ระดับของการละเมิดมากหรือน้อย อาจทำให้ศีลขาด ศีลทะลุ และศีลด่างศีลพร้อย ได้ 
    ดังนั้น ศีลที่บริสุทธิ์ ก็จะต้องเป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย

    ศีลขาด เปรียบเหมือนผ้าผืนเดียวที่ขาดออกจากกันเป็นสองผืน การที่ศีลขาดนั้น แสดงว่า ได้มีการละเมิดอย่างเต็มที่จนบรรลุถึงที่สุด 
    กล่าวคือ ได้ละเมิดองค์ศีลทุกข้อ เช่น ข้อ ๑ ปาณาติบาต มีองค์ ๕ คือ สัตว์มีชีวิต ตนรู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต จิตคิดจะฆ่า 
    ความเพียรที่เกิดจากเจตนานั้น และสัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น หากสัตว์นั้นไม่ตายด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งก็ตาม 
    แต่ว่าผู้กระทำรู้ว่าสัตย์นั้นมีชีวิต มีจิตคิดจะฆ่า และประกอบความเพียรพยามฆ่า ไม่ว่าจะใช้ความเพียรน้อยหรือมากก็ตาม 
    แต่ว่าสัตว์ไม่ตาย เรียกว่าศีลทะลุ เปรียบเหมือน ผ้าที่ขาดเป็นช่องเล็กช่องใหญ่ แต่ไม่ถึงกับขาดเป็น ๒ ท่อน
    หากว่า มีจิตคิดจะฆ่าและไม่ถึงกับได้ประกอบความเพียรออกไป เรียกว่าศีลด่างศีลพร้อย เปรียบเหมือน ผ้าที่ไม่ขาดเป็นท่อน 
   ไม่ทะลุเป็นช่อง แต่ว่าเปรอะเปื้อนด่างพร้อย ไม่สะอาด


    ศีล ๕ มีองค์ศีล ดังนี้
        ๑.๑.๑ ปาณาติปาตา เวระมะณี มีองค์ ๕
            - สัตว์มีชีวิต
            - รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
            - มีจิตคิดจะฆ่า
            - พยายามเพื่อจะฆ่า
            - สัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น

        ๑.๑.๒ อทินนาทานา เวระมะณี มีองค์ ๕
            - ของมีเจ้าของหวงแหน
            - รู้อยู่ว่าของนั้นมีเจ้าของหวงแหน
            - จิตคิดจะลัก
            - พยายามเพื่อจะลัก
            - ลักของได้มาด้วยความเพียรนั้น

        ๑.๑.๓ กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี มีองค์ ๔
            - วัตถุที่ไม่ควรถึงไม่ควรเสพ
            - จิตคิดจะเสพในอคมนียวัตถุนั้น
            - เพียรเพื่อจะเสพ
            - ยังมัคให้ถึงพร้อมด้วยมัค(คือองค์กำเนิดเข้าในช่องสังวาส)

        ๑.๑.๔ มุสาวาทา เวระมะณี มีองค์ ๔
            - เรื่องไม่จริง
            - จิตคิดจะกล่าวให้ผิดจากความจริง
            - พยายามกล่าวให้ผิดตามจิตคิดนั้น
            - ผู้อื่นฟังรู้ความที่กล่าวนั้น

            มุสาวาทมีโทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ
                ๑. ประโยชน์ที่ถูกทำลายมีมาก
                ๒. ผู้เสียประโยชน์เป็นผู้มีคุณมาก
                ๓. กิเลสของผู้กล่าวมุสาวาทมีกำลังแรงกล้า

            ปิสุณวาจา มีองค์ ๔ คือ
                ๑. คนอื่นที่พึงถูกทำลาย
                ๒. จิตคิดจะพูดส่อเสียด
                ๓. พยายามจะพูดออกไป
                ๔. คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น

                     ปิสุณวาจา มีโทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ
                         ๑. บุคคลผู้ถูกทำลายให้แตกแยกกันนั้น เป็นผู้มีคุณมาก
                         ๒. คนเหล่านั้นแตกแยกกัน
                         ๓. ผู้พูดมีกิเลสแรงกล้า

                     ผรุสวาจามีองค์ ๓ คือ
                         ๑. คนอื่นที่พึงถูกด่า
                         ๒. จิตคิดจะพูดคำหยาบ
                         ๓. พูดคำหยาบออกไป

                              ผรุสวาจามีโทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ
                                ๑. ผรุสวาจานั้น ถึงความเป็นกรรมบถ
                                ๒. คนที่ถูกด่าเป็นคนมีคุณธรรมมาก
                                ๓. ผู้พูดมีกิเลสแรงกล้า

                    สัมผัปปลาปะ มีองค์ ๒ คือ
                        ๑. จิตคิดจะพูดเรื่องเพ้อเจ้อ
                        ๒. พูดเรื่องเช่นนั้นออกไป
                             
                             สัมผัปปลาปะ มีโทษมาก เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ
                                ๑. ผู้พูดมีอาเสวนะ (ความเสพคุ้น) มาก
                                ๒. คนอื่นเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
                                ๓. ผู้พูดมีกิเลสแรงกล้า

        ๑.๑.๕ สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวระมะณี มีองค์ ๔
            - น้ำนั้นเป็นน้ำเมา
            - จิตคิดที่จะดื่มน้ำเมานั้น
            - พยายามที่จะดื่มตามจิตนั้น
            - ดื่มให้ล่วงลำคอลงไป
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    ๑.๒ วิบากของการผิดศีล ๕
        ๑.๒.๑ ปาณาติบาต (การฆ่าและเบียดเบียนสัตว์)
            - ทำให้เกิดในนรก
            - ทำให้กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
            - ทำให้ในเปรตวิสัย
        วิบากแห่งปาณาติบาตอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นผู้มีอายุน้อย ให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

        ๑.๒.๒ อทินนาทาน (การลักขโมย)
            - ทำให้เกิดในนรก
            - ทำให้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
            - ทำให้เกิดในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งอทินนาทานอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความพินาศแห่งโภคะให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

        ๑.๒.๓  กาเมสุมิจฉาจาร (การล่วงประเวณีกับผู้ไม่ใช่คู่ตัว)
            - ทำให้เกิดในนรก
            - ทำให้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
            - ทำให้เกิดในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารอย่างเบาที่สุด ย่อมยังศัตรูและเวรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

        ๑.๒.๔ มุสาวาท ( การพูดโกหกหลอกลวง )
            - ทำให้เกิดในนรก
            - ทำให้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
            - ทำให้เกิดในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งมุสาวาทอย่างเบาที่สุด ย่อมยังการกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

        ๑.๒.๕ ปิสุณาวาจา (การพูดส่อเสียดนินทาว่าร้าย)
            - ทำให้เกิดในนรก
            - ทำให้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
            - ทำให้เกิดในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งปิสุณาวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังการแตกจากมิตรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

        ๑.๒.๖ ผรุสวาจา (การพูดคำหยาบ)
            - ทำให้เกิดในนรก
            - ทำให้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
            - ทำให้เกิดในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งผรุสวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังเสียงที่ไม่น่าพอใจให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

        ๑.๒.๗ สัมผัปปลาปะ (การพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล)
            - ทำให้เกิดในนรก
            - ทำให้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
            - ทำให้เกิดในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งสัมผัปปลาปะอย่างเบาที่สุด ย่อมยังคำไม่ควรเชื่อถือให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

        ๑.๒.๘ การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
            - ทำให้เกิดในนรก
            - ทำให้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
            - ทำให้เกิดในเปรตวิสัย
            วิบากแห่งการดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นบ้าให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ๑.๓ อานิสงส์ของการรักษาศีล ๕
        ๑.๓.๑ อานิสงส์ของศีลข้อที่ ๑ เว้นจากการฆ่าสัตว์
            - มีร่างกายสมบูรณ์ดี
            - เป็นคนแกล้วกล้า
            - มีผวพรรณเปล่งปลั่งสดใส
            - เป็นคนอ่อนโยน
            - ศัตรูทำร้ายไม่ได้
            - มีโรคภัยเบียดเบียนน้อย
            - มีอายุยืน

        ๑.๓.๒ อานิสงส์ของศีลข้อที่ ๒ เว้นจากการลักทรัพย์
            - มีทรัพย์มาก
            - แสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรมได้ง่าย
            - ทรัพย์ที่ได้แล้วยอ่มยั่งยืนถาวร
            - สมบัติไม่ฉิบหายเพราะโจร อัคคีภัย อุทกภัย
            - ย่อมได้อริยทรัพย์
            - อยู่ที่ไหนย่อมเป็นสุขเพราะไม่มีคนเบียดเบียน
            - ไม่ได้ยินและไม่รู้คำว่า "ไม่มี"

        ๑.๓.๓ อานิสงส์ของศีลข้อที่ ๓ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
            - ไม่มีศัตรูเบียดเบียน
            - เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
            - มีทรัพย์สมบัติบริบูรณ์
            - ไม่เกิดผิดเพศ
            - มีเสน่ห์และสง่า
            - มีอินทรีย์ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา)
            - มีความสุข ไม่ต้องทำงานหนัก

        ๑.๓.๔ อานิสงส์ของศีลข้อที่ ๔ เว้นจากการพูดมุสา
            - มีอินทรีย์ ๕ ผ่องใส
            - มีวาจาไพเราะ
            - มีร่างกายสมส่วนและสมบูรณ์
            - มีกลิ่นปากเหมือนดอกบัว
            - มีวาจาศักดิ์สิทธิ์
            - ไม่เป็นคนใบ้
            - มีริมฝีปากบางและแดงระเรื่อ

        ๑.๓.๕ อานิสงส์ของศีลข้อที่ ๕ เว้นจากการดื่มสุราเมรัย
            - รู้กิจการในอดีต อนาคต ได้รวดเร็ว
            - มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ
            - มีความรู้มาก
            - ไม่มัวเมา หลงใหล ไม่ใบ้ ไม่บ้า
            - มีวาจาไพเราะ
            - มีความซื่อสัตย์สุจริต

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


๒. จริยธรรมชั้นกลาง
    จริยธรรมชั้นกลาง ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีรายละเอียดดังนี้
        กายกรรม ๓  (ศีล ๕ ข้อ ๑-๓)
            ๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์
            ๒. เว้นจากการลักทรัพย์
            ๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
        วจีกรรม ๔ (ศีล ๕ ข้อ ๔)
            ๔. เว้นจากการพูดเท็จ
            ๕. เว้นจากการพูดคำหยาบ
            ๖. เว้นจากการพูดส่อเสียด
            ๗. เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล
        มโนกรรม ๓
            ๘. ไม่อยากได้ของคนอื่น
            ๙. ไม่อาฆาตพยาบาทคนอื่น
            ๑๐. เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม

    กศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางแห่งความดี เมื่อปฏิบัติแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์ ๕ ประการ คือ
        ๑. แม้ตนเองติเตรียนตนเองไม่ได้
        ๒. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมสรรเสริญ
        ๓. ชื่อเสียงอันดี ย่อมขจรไป
        ๔. ย่อมไม่หลงทำการกิริยา
        ๕. เบื้องหน้าแม้ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าสู่สุคติ โลกสวรรค์

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

๓. จริยธรรมชั้นสูง
    จริยธรรมชั้นสูง เป็นหลักปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งเรียกว่า อริยมรรค หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่

        สัมมาทิฏฐิ หมายถึง ปัญญาอันเห็นชอบ ได้แก่ ปัญญาอันเห็นชอบในอริยสัจ ๔ คือ
            ๑. รู้ว่าชีวิตนี้มีแต่ความทุกข์
            ๒. รู้ว่าความทุกข์นั้นเกิดจากเหตุคือตัณหา
            ๓. รู้ว่าทุกข์นั้นสามารถดับได้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง
            ๔. รู้จักวิะปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์

        สัมมาสังกัปปะ หมายถึง ความดำริชอบหรือถูกต้อง ได้แก่
            ๑. ดำริในการออกจากกาม
            ๒. ดำริในการไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น
            ๓. ดำริในการไม่เบียดเบียนผู้อื่น

        สัมมาวาจา หมายถึง เจรจาชอบ ได้แก่
            ๑. เว้นจากการพูดเท็จ
            ๒. เว้นจากการพูดส่อเสียด
            ๓. เว้นจากการพูดคำหยาบ
            ๔. เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ เหลวไหล

        สัมมากัมมันตะ หมายถึง ประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องหรือประพฤติสุจริตทางกาย ได้แก่
            ๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์
            ๒. เว้นจากการลักทรัพย์
            ๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

        สัมมาอาชีวะ หมายถึง เลี้ยงชีพชอบ หรือประกอบอาชีพสุจริต ละมิจฉาชีพทั้งปวง

        สัมมาวายามะ หมายถึง เพียรชอบ หรือเพียรพยายามในสิ่งที่ถูกต้อง ได้แก่
            ๑. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้น
            ๒. ปหานปธาน เพียรละความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว
            ๓. ภาวนาปธาน เพียรทำความดีให้เกิดขึ้น
            ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม

        สัมมาสติ หมายถึง ระลึกชอบ หรือระลึกในสิ่งที่ถูกต้อง กล่าวคือ
            ๑. มีสติพิจารณากายและอิริยาบถของกาย (กาย)
            ๒. มีสติรู้ว่า สบาย ไม่สบาย หรือเฉยๆ (เวทนา)
            ๓. มีสติรู้อยู่ว่า จิตกำลังเศร้าหมาย หรือผ่องใส มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส (จิต)
            ๔. มีสติรู้ว่า มีอารมณ์อะไรผ่านเข้ามาใจจิต (ธรรม)

        สัมมาสมาธิ หมายถึง สมาธิชอบ มีสมาธิตั้งมั่น มีจิตมั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน

    มรรค ๘ นี้ ย่อลงเป็น ๓ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ย่อลงในปัญญา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ 
ย่อลงในศีล สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ย่อลงในสมาธิ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลักคำสอนในพุทธศาสนา สรุปคำสอนอันเหมาะแก่ฐานะและระดับจิตของแต่ละบุคคล และเกิดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ ๓ ขั้น 
คือ ประโยชน์ขั้นต้น ประโยชน์ขั้นกลาง และประโยชน์ขั้นสูง ดังนี้
    ประโยชน์ขั้นต้น ได้แก่ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หมายถึง ประโยชน์ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมที่ถึงได้ในปัจจุบัน ได้แก่
        ๑. อุฏฐาสัมปทา - ขยันหมั่นเพียร
        ๒. อารักขสัมปทา - เก็บหอมรอบริบทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
        ๓. กัลยาณมิตตตา - คบคนดีมีมิตร
        ๔. สมชีวิตา - เลี้ยงชีวิตแต่พอดี รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่าย เป็นอยู่พอดีสมรายได้
    ประโยชน์ขั้นกลาง ได้แก่ สัมปรายิกัตประโยชน์ หมายถึง ประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคตหรือชาติต่อๆ ไป คือ
        ๑. สัทธาสัมปทา - มีศรัทธา
        ๒. สีลสัมปทา - มีศีล
        ๓. จาคสัมปทา - รู้จักเสียสละ
        ๔. ปัญญาสัมปทา - มีปัญญา
    ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ ปรมัตถประโยชน์ หมายถึง ประโยชน์อันยอดเยี่ยม ได้แก่ นิพพาน
ที่มา : http://weluwan.org/website/index.php/articles/moralalife/125-buddhism-moral

หลักคำสอนอื่นๆ ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ส่งเสริมให้เป็นผู้มีจริยธรรม

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม 2012 เวลา 17:39 น.)