งานวิจัย - สถิติ

ต่าย เซี่ยงฉี (2526, หน้า 46) ได้ให้ความหมายของความเชื่อมั่น หมายถึง ความคงที่ในการวัด กล่าวคือ ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้ง ๆ ก็ตามจะได้ผลคงที่เสมอ อุปมาเหมือนตาชั่งที่สามารถบอกน้าหนักของวัตถุก้อนหนึ่งเท่าเดิม ไม่ว่าจะเอาวัตถุก้อนนั้นมาชั่งกี่ครั้งก็ตาม ตาชั่งนั้นก็จะมีความเชื่อมั่นสูง

 


เตือนใจ เกตุษา (2540, หน้า 120) ได้กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบคือ ค่าความคงที่ของคะแนนที่ได้จากการนาแบบทดสอบ ฉบับหนึ่งไปทดสอบกับนักเรียนกลุ่มเดียวกัน 2 ครั้ง หรือหลายครั้ง ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความคงเส้นคงวาของคะแนนที่ได้จากการทดสอบ แบบทดสอบฉบับนั้นหลาย ๆ ครั้ง แบบทดสอบที่มีค่าความเชื่อมั่นสูง หมายความว่าคะแนนที่ได้จากการทดสอบ แบบทดสอบฉบับนั้นเป็นที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าผู้สอบจะสอบข้อสอบนั้น กี่ครั้งก็ตาม เขาก็จะได้คะแนนเหมือนเดิมทุกครั้งไป หรือถึงแม้คะแนนจะไม่คงเดิม อาจจะได้สูงหรือต่าไปบ้างเล็กน้อย (เนื่องจากเกิดความคลาดเคลื่อนในการทดสอบ เช่น ในการสอบครั้งหลังนั้นอาจจะจัดสภาพห้องสอบที่ไม่เหมือนเดิม หรือผู้เข้าสอบเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น) ก็ตาม แต่ขอให้อันดับที่ในการสอบ แต่ละครั้งเหมือนเดิม ก็ถือว่าแบบทดสอบฉบับนั้นมีความเชื่อมั่นสูงได้ เช่นเดียวกัน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบใดๆ มีค่าอยู่ระหว่าง .00 ถึง 1.00

การคานวณค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ
แนวคิดในการคานวณหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือในการวิจัยนั้นพอที่จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ด้วยกัน กล่าวคือ
แนวคิดกลุ่มที่ 1 คานวณหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยอาศัยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เป็นหลัก ตัวอย่างแนวคิดของกลุ่มนี้ ได้แก่ การหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีใช้แบบทดสอบคู่ขนาน (Paralleled Form Method) การหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีสอบซ้า (Test-Retest Method) และการหาค่าความมั่นโดยวิธีแบ่งครึ่งข้อสอบของสเปียร์แมน-บราวน์ (Spearman-Brown)
แนวคิดกลุ่มที่ 2 คานวณค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยอาศัยค่าความแปรปรวนของคะแนนเป็นหลัก ตัวอย่างแนวคิดของกลุ่มนี้ได้แก่ การหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson Formula) การหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค (The Coefficient of Alpha) และการหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนของฮอยท์ (Hoyt’s Analysis of Variance) เป็นต้น

เกณฑ์การแปลผล ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมืออยู่ระหว่าง 0.00 – 1.00 ยิ่งใกล้ 1.00 ยิ่งมีความเชื่อมั่นสูง
เกณฑ์การแปลผลความเชื่อมั่นมีดังนี้ (อ้างใน เกียรติสุดา ศรีสุข, หน้า 144 )
0.00 – 0.20 ความเชื่อมั่นต่ามาก/ไม่มีเลย
0.21 – 0.40 ความเชื่อมั่นต่า
0.41- 0.70 ความเชื่อมั่นปานกลาง
0.71 – 1.00 ความเชื่อมั่นสูง

ความเชื่อมั่นเป็นคุณสมบัติที่สาคัญประการหนึ่งของเครื่องมือในการวัดทุกชนิด ถ้าเครื่องมือในการวัดชนิดใดขาดความเชื่อมั่นแล้วผลที่ได้จากการวัดก็น่าจะไม่มีความหมายอะไร ดังเช่นครูที่ใช้แบบทดสอบที่ไม่มีความเชื่อมั่น หรือมีความเชื่อมั่นต่าไปสอบกับนักเรียน คะแนนที่ได้จากการสอบซึ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่คงที่แน่นอน ก็จะไม่สามารถนามาใช้แปลความหมายว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถเพียงใด คะแนนที่ขาดเชื่อมั่นนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีความหมายอะไร

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การหาความเชื่อมั่นแบบอิงกลุ่มโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ มีหลายวิธี เช่น

วิธีสอบซ้า ( Test - Retest Method )
การหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีการสอบซ้าเป็นการหาค่าความเชื่อมั่นโดยนาเอาแบบทดสอบฉบับหนึ่ง ไปทาการทดสอบกับนักเรียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 2 ครั้ง ในเวลาที่ต่างกัน โดยเว้นระยะเวลาในการสอบทั้ง 2 ครั้ง ให้ห่างกันพอสมควร ( 2 อาทิตย์ ขึ้นไป) เมื่อทาการสอบซ้าครั้งที่ 2 แล้วจะทาให้นักเรียนแต่ละคนมีคะแนนผลการสอบของแบบทดสอบฉบับนั้นคนละ 2 ค่า คือคะแนนจากการสอบครั้งที่ 1 และคะแนนจากการสอบครั้งที่ 2 จากนั้นจึงนาค่าคะแนนทั้ง 2 ชุดไปหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้สูตรของเพียร์สัน ( Pearson Product Moment Correlation ) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่ได้คือค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบฉบับนั้น

Pearson Product Moment Correlation

สูตรในการคานวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation)
คือ ค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
N คือ จานวนผู้เข้าสอบ
X คือ คะแนนแต่ละตัวของคะแนนชุดที่ 1
Y คือ คะแนนแต่ละตัวของคะแนนชุดที่ 2

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การหาความเชื่อมั่นแบบอิงกลุ่มโดยใช้ค่าความแปรปรวน มีหลายวิธีดังนี้
1. วิธีการของคูเดอร์ - ริชาร์ดสัน Kuder – Richardson (ค.ศ. 1937)
เป็นการหาความเชื่อมั่นโดยการ ใช้เครื่องมือ 1 ชุด ใช้ทดสอบเพียงครั้งเดียว และไม่ต้อง
แบ่งครึ่งแบบทดสอบ โดยมีสมมติฐานที่ว่าข้อคา ถามในเครื่องมือชุดเดียวกันจะวัดในองค์ประกอบ
เดียวกัน นั่นคือ เนื้อหา ข้อคา ถามแต่ละข้อภายในฉบับจะต้องมีความเป็นเอกพันธ์ ดังนั้น การ หาค่า
ความเชื่อมั่นโดยวิธีการนี้จึงเป็นการวัดความสอดคล้องภายในของเครื่องมือ (Internal Consistency)

 

อย่างไรก็ตามอย่าลืมคำสอนของพระพุทธองค์

๑. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ฟังจากคนอื่นเขาบอกต่อๆกันมา
๒. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ได้เห็นเขาทำสืบๆกันมา
๓. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า กำลังเป็นที่เลื่องลือกันอยู่อย่างกระฉ่อน
๔. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า มีที่อ้างอิงจากตำรา
๕. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า มีเหตุผลตรงๆมารองรับ(ตรรกะ)
๖. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า มีเหตุผลแวดล้อมมารองรับ(นัยยะ)
๗. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า คิดเดาเอาตามสามัญสำนึกของเราเอง
๘. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า มันตรงกับความเห็นเดิมที่เรามีอยู่
๙. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ผู้บอกผู้สอนนั้นอยู่ในฐานะที่น่าเชื่อถือ
๑๐. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ผู้บอกผู้สอนนี้เป็นครูอาจารย์ของเราเอง

http://www.whatami.net/lum/lum62.html

 

แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2011 เวลา 09:54 น.)